30 ร้านอาหารไทย (Thai Restaurants) บรรยากาศดี รสชาติตำรับโบราณที่ต้องลิ้มลอง

หากคุณกำลังมองหาร้านอาหารไทยรสเลิศสำหรับมื้อพิเศษ ไม่ว่าจะพาครอบครัวไปอิ่มอร่อยกับเมนูอาหารรสมือแม่ สังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนในบรรยากาศสุดชิลริมแม่น้ำ หรือเปิดประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลินสตาร์ที่นำเสนอศิลปะแห่งรสชาติอย่างละเมียดละไม ประเทศไทยเรามีตัวเลือกมากมายที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ บทความนี้ได้รวบรวม 30 ร้านอาหารไทยชั้นนำที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งการคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง การสืบทอดสูตรโบราณหาทานยาก ตลอดจนการรังสรรค์เมนูร่วมสมัย เพื่อให้คุณได้สัมผัสความอุดมสมบูรณ์และเสน่ห์ของอาหารไทยอย่างแท้จริง
100 Mahaseth


100 Mahaseth ตั้งอยู่ในเรือนไม้สักเก่าแก่ย่านเจริญกรุงที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของกรุงเทพฯ นำบ้านมาปรับโฉมใหม่ให้กลายเป็นร้านอาหารไทยที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศคลาสสิกของกรุงเทพฯ ในวันวาน ผสานความอบอุ่นเข้ากับสไตล์โมเดิร์นได้อย่างลงตัว ชูจุดเด่นด้วยแนวคิด Nose-to-Tail นำวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วไทย โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสานมาปรุงอย่างพิถีพิถันเสิร์ฟถึงโต๊ะอาหาร


เมนูอร่อยมีให้เลือกสรรมากมาย ตั้งแต่ของกินเล่น เสียบไม้ย่าง ลาบ ก้อย ไปจนถึงต้มและแกงรสเข้มข้น โดยมีรายการชวนลิ้มลองอย่างไขกระดูกงาขี้ม่อน ลิ้นดรายเอจ ลิ้นวัวตุ๋นย่าง แกงขี้เหล็กหางวัว หรือย่าน้ำพริกปลาร้ารสจัดจ้าน แถมยังมีน้ำจิ้มสูตรพิเศษอย่างแจ่วขมและไทยชิมิจูร์รี่มาช่วยเสริมรสชาติ รายการแนะนำที่ไม่ควรพลาดคือ ไขกระดูกงาขี้ม่อน ที่นำไขกระดูกไปเผาเตาอั้งโล่โรยงาขี้ม่อนหอมๆ เสิร์ฟคู่ตะไคร้ และ ลิ้นวัวตุ๋นย่าง เนื้อนุ่มละมุนลิ้นรับประทานง่าย สำหรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 1,200 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของวัตถุดิบและรายการอาหารที่เลือกสั่ง
100 Mahaseth
80/20 Eighty Twenty


80/20 Eighty Twenty ร้านอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว ตั้งอยู่ในย่านเจริญกรุง แถวตลาดน้อย ตัวร้านตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลลอฟต์ เท่ๆ ด้วยปูนเปลือยและเหล็ก มีภาพจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัย พร้อมโซนครัวเปิดให้มองเห็นความตั้งใจของเชฟ ชูความโดดเด่นด้วยการหยิบเอารสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาคในไทยมาตีความใหม่ ผ่านเทคนิคสมัยใหม่สร้างสรรค์เป็นคอร์ส Signature Tasting Menu ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล


รายการอาหารมีหลากหลายตั้งแต่ของทานเล่นไปจนถึงแกงรสเข้มข้น เช่น หอยนางรมย่าง ข้าวซอยราวิโอโลหมู ยำส้มโอ หรือแกงฮังเลเนื้อแบล็กแองกัส มีจานชูโรงที่ไม่ควรพลาดอย่าง Tartare of Prawn กุ้งสดรสหวานละมุนกินคู่กับไข่ปลาคาเวียร์และสาหร่าย และ Muscovy Duck Laab เป็ดบ่มดรายเอจย่างหอมๆ นำมารังสรรค์ในสไตล์ลาบได้อย่างลงตัว ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Longan Garden มะกอกหวานผสมผสานความหอมของมะลิและกะทิ สำหรับคอร์สเมนูจะอยู่ที่ประมาณ 4,500 บาทต่อคน โดยยังไม่รวมเครื่องดื่มจับคู่
80/20 Eighty Twenty
ADHOC BKK


ADHOC BKK ร้านอาหารไทยสไตล์ไฟน์ไดนิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยพร้อมศรี บรรยากาศร้านมีความเรียบหรู อบอุ่น และเป็นกันเอง ให้ความรู้สึกเงียบสงบเหมาะแก่การดื่มด่ำมื้อพิเศษอย่างเป็นตระการตา โดดเด่นด้วยการนำวัตถุดิบท้องถิ่นเกรดพรีเมียมจากเกษตรกรไทยทั่วประเทศมาสร้างสรรค์ในรูปแบบร่วมสมัย เสิร์ฟเป็นคอร์ส Tasting Menu ที่เรียงร้อยรสชาติได้อย่างประณีต ตั้งแต่เมนูกุ้งแชบ๊วยกับคาเวียร์หัวหิน หอยตลับผัดกะเพรา หมูส้มจากตระกูลว.ทวี ปลากะพงมงคลซอสส้มซ่า ไปจนถึงเป็ดเชอร์รี่วาลเลย์บ่มดรายเอจซอสน้ำตกเสิร์ฟพร้อมก๋วยเตี๋ยวสด


เมนูเด็ดที่ไม่ควรพลาดคือสำรับแกงเขียวหวานเนื้อวากิวไทยและแกงจืดกะทิเห็ดหอมที่เสิร์ฟทานคู่กับข้าวหอมมะลิยโสธรและข้าวไร่เพชรบูรณ์ รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมตามตำรับเดิม รวมไปถึงเมนูเพิ่มเติมยอดฮิตอย่างไข่เจียวปูสไตล์ไทยกรอบฟู สำหรับราคาอาหารจะอยู่ที่ประมาณ 3,500 – 4,500 บาทต่อคน
ADHOC BKK
De Chote


De Chote หรือ เดอ โช เต้ ตั้งอยู่ในย่านปทุมธานี มาในคอนเซ็ปต์ Cozy Green Living Room เนรมิตบรรยากาศร้านให้กลายเป็นเหมือนห้องรับแขกแสนอบอุ่น รายล้อมด้วยความเขียวขจีของต้นไม้ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนนั่งทานข้าวบ้านเพื่อน เหมาะมากสำหรับการพาครอบครัวมาพักผ่อน รังสรรค์มื้อพิเศษ หรือจัดเลี้ยงส่วนตัว จุดเด่นอยู่ที่การเป็นร้านอาหารไทยสไตล์ร่วมสมัยที่จัดเต็มความอร่อยด้วยวัตถุดิบคุณภาพ คัดสรรเมนูครอบคลุมทั้งทานเล่น ต้ม ผัด ยำ และแกงไทยรสจัดจ้าน เช่น หมูสะเต๊ะ แกงส้มชะอมกุ้ง ต้มยำกุ้งน้ำข้นมะพร้าวอ่อน ไหลบัวผัดเคยกุ้งสด และปลากะพงทอดน้ำปลา


จานชูโรงที่มาแล้วต้องสั่งยกให้ ชุดเมี่ยงกลีบบัว รสสัมผัสละมุนหอมกลิ่นดอกบัว ผัดหมี่กระเฉดกุ้งสด รสชาติเข้มข้นถึงเครื่อง ข้าวผัดปลาทูแม่กลอง และ ชุดน้ำพริกกะปิปลาทู เสิร์ฟพร้อมผักเคียงจัดเต็ม สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวสบายกระเป๋า อยู่ที่ประมาณ 250 – 500 บาทเท่านั้น
De Chote
Sala Lakorn


Sala Lakorn ตั้งอยู่ภายในอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ (Anantara Riverside Bangkok) ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เนรมิตบรรยากาศมื้อค่ำสุดตระการตาด้วยการผสมผสานมื้ออาหารเข้ากับศิลปะการแสดงไทยร่วมสมัยในโชว์ The Eternal Siam ที่กำกับโดยครูนาย มานพ มีแยมรัตน์ ศิลปินศิลปาธร จุดเด่นคือการทานอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติริมน้ำพร้อมรับชมการแสดงโขนและการแสดงไทยอันวิจิตร


รายการอาหารที่นี่จัดเต็มหลากหลายโซน โดยมีโซนอาหารไทยรสเด็ดทั้งแกงเขียวหวานไก่ ปลากระพงผัดเปรี้ยวหวาน ข้าวผัดเซี่ยงไฮ้ ส้มตำ กุ้งแม่น้ำย่าง ปลากระพงย่าง หมึกย่าง ซีฟู้ดบนน้ำแข็งทั้งกุ้งก้ามกรามและหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ รวมถึงมุมสตรีทฟู้ดอย่างไข่เจียวปู เมนูซิกเนเจอร์ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ ต้มยำกุ้ง รสชาติเข้มข้นถึงเครื่อง ยำส้มโอใส่น้ำพริกเผา รสกลมกล่อมสดชื่น ทอดมันปลา และขนมไทยโบราณ เช่น ทองหยอด ฝอยทอง ลูกชุบ ปิดท้ายด้วยไอศกรีมกะทิสด สำหรับราคาแพ็กเกจอาหารค่ำพร้อมชมการแสดงเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 3,500 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับประเภทของแพ็กเกจที่เลือก
Sala Lakorn
Nusara


Nusara หรือ นุสรา เป็นร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นตั้งอยู่แถวท่าเตียน ฝั่งตรงข้ามวัดโพธิ์ ได้รับการเนรมิตบรรยากาศให้มีความคลาสสิกร่วมสมัย หรูหรา อบอุ่น และมองเห็นวิวพระปรางค์วัดอรุณได้อย่างชัดเจน ร้านนี้เกิดจากความตั้งใจของเชฟต้นและคุณตั้ม น้องชาย ที่ต้องการอุทิศให้คุณยายผู้เป็นแรงบันดาลใจในการทำอาหาร เสิร์ฟอาหารไทยในรูปแบบ Tasting Menu ที่นำสูตรดั้งเดิมมาตีความใหม่ได้อย่างประณีต


รายการอาหารจัดเต็มครบทุกมิติ รสชาติเข้มข้นถึงเครื่อง ตั้งแต่แกงปูไข่เยิ้มกับใบเล็บครุฑกุ้งฝอยกรอบ ต้มข่าปลาสลิด แกงชักส้มปลาย่าง ยำใบชะครามทรงเครื่อง ผัดเนื้อซอสกะเพราแดง ไปจนถึงน้ำพริกสี่ภาค จานเด็ดไฮไลต์ที่มาแล้วต้องประทับใจคือ แกงปูไข่เยิ้ม เสิร์ฟพร้อมกุ้งฝอยกรอบ รสชาติมันนุ่มกลมกล่อมลงตัว ปิดท้ายด้วยของหวานสร้างสรรค์อย่าง แซนด์วิชไอศกรีมชาไทย ช็อกโกแลตน้ำปลาคาราเมล และสาคูมะพร้าวอ่อน สำหรับค่าบริการอาหารแบบคอร์สเมนูเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 5,500 บาทต่อคน
Nusara
Saneh Jaan


Saneh Jaan หรือ เสน่ห์จันทน์ ตั้งอยู่ที่อาคารสินธร ถนนวิทยุ ย่านลุมพินี ตกแต่งสถานที่อย่างหรูหรา วิจิตรบรรจง ผสานเสน่ห์ความเป็นไทยโบราณเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ให้บรรยากาศที่โปร่งสบาย เหมาะสำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษกับครอบครัวหรือต้อนรับแขกคนสำคัญ ร้านนี้โดดเด่นเรื่องการเป็นร้านอาหารไทยระดับตำนานที่การันตีความอร่อยด้วยรางวัลมิชลินสตาร์ โดยพิถีพิถันคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นเลิศจากทั่วประเทศมาปรุงตามสูตรต้นตำรับฉบับชาววัง


เมนูอาหารมีให้เลือกลิ้มลองหลากหลาย ทั้งของว่างไทยโบราณ แกงรสเข้มข้น และน้ำพริกประณีต เช่น แกงมัสมั่นเนื้อที่ใช้เนื้อคุณภาพดีจากสันกำแพง ไข่พะโล้หมูคุโรบูตะ แกงรัญจวนหมู ห่อหมกปลากะพง รวมถึงยำส้มโอกุ้งสด เมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องสั่งคือ แกงปูใบชะพลู เนื้อปูก้อนใหญ่เต็มคำผัดเข้ากับพริกแกงโขลกเองรสชาติกลมกล่อมลงตัว และขนมหวานโบราณอย่าง ส้มฉุน รสเปรี้ยวหวานหอมกลิ่นส้มซ่าชื่นใจ ตลอดจนขนมเสน่ห์จันทน์ปิดท้ายมื้ออย่างสมบูรณ์แบบ มีช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 3,000 บาทขึ้นไป
Saneh Jaan
Paste Bangkok


Paste เป็นร้านอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ตั้งอยู่ภายในเกษรวิลเลจใจกลางกรุงเทพฯ บรรยากาศภายในร้านได้รับการตกแต่งอย่างประณีตเรียบหรู ร่วมสมัย สะท้อนความวิจิตรของศิลปะไทยโบราณผ่านเฟอร์นิเจอร์โทนสีอบอุ่น โปร่งสบาย รังสรรค์ความอร่อยโดยเชฟบี้ บี สระทองอุ่น เชฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย จุดเด่นคือการหยิบเอาตำรับอาหารไทยโบราณและอาหารชาววังมาวิจัย ตีความ และนำเสนอใหม่ด้วยเทคนิคสมัยใหม่


เมนูอาหารมีให้เลือกแบบครบครันทั้งมื้อกลางวัน คอร์ส Tasting Menu และอาลาคาร์ท เช่น หน้าตั้งแขก ค้างคาวเผือก ซูซ์หมูตุ๋นเครื่องมัสมั่น ต้มข่าไก่สูตรดั้งเดิม แกงฮังเลหมูแบบไทยใหญ่ หลนปลากะมงพร้าว ยำส้มโอกุ้งแม่น้ำอยุธยา ตลอดจนไข่เจียวเลิศรสใส่ปูม้า โดยมีเมนูซิกเนเจอร์ชวนลิ้มลองอย่าง ปลาแซลมอนสมุนไพรและแตงโม รสสัมผัสสดชื่นลงตัว แกงปูปักษ์ใต้รมควันใส่ปูม้าและใบชะคราม รสเข้มข้นจัดจ้าน และบะหมี่ลอบสเตอร์ผัดซอสสูตรพิเศษ ปิดท้ายด้วยของหวานสุดสร้างสรรค์อย่างมูสมะพร้าวอบควันเทียนและพานาคอตต้าบัว สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 – 4,500 บาทขึ้นอยู่กับชุดเมนูคอร์สหรือรายการที่เลือกสั่ง
Paste Bangkok
Attarote


Attarote หรือ อรรถรส ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ใจกลางย่านพร้อมพงษ์ ตัวร้านโปร่งโล่งสบาย บรรยากาศร่มรื่น ตกแต่งด้วยไม้โทนสีอบอุ่นผสานความทันสมัย ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานข้าวในบ้านไทยร่วมสมัยอันแสนสบาย เหมาะแก่การพาครอบครัวมาทานอาหารหรือสังสรรค์ ร้านนี้ชูจุดเด่นเรื่องการเป็นร้านอาหารไทยโบราณสูตรต้นตำรับฉบับชาววัง นำเสนอเมนูหาทานยากที่ปรุงพิถีพิถันและจัดจานมาอย่างสวยงามประณีต


เมนูมีให้เลือกลิ้มลองหลากหลาย ทั้งเครื่องว่าง ต้ม ยำ แกง และของหวาน เช่น เมี่ยงคำบัวหลวง ขนมปังหน้าหมู ช่อม่วง จีบนก ปลาแห้งแตงโม ต้มจิ๋วไก่ แกงรัญจวน และมัสมั่นเนื้อน่องลาย จานชูโรงที่ไม่ควรพลาดคือ ไข่ม้วนหลงกรุง ไข่ม้วนสอดไส้ผักเสิร์ฟพร้อมน้ำพริกกะปิรสกลมกล่อม แสร้งว่ากุ้งในกระทงทอง รสสัมผัสกรุบกรอบหอมเครื่องสมุนไพร และของหวานล้างปากอย่าง เปียกปูนล่อนกับไอศกรีมใบเตยโฮมเมด สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 350 – 700 บาท
Attarote
Aunglo By Yangrak


Aunglo By Yangrak ร้านอาหารไทยสไตล์ปิ้งย่างย่านสีลม-สาทร ตกแต่งตัวร้านแบบโมเดิร์นคลาสสิกด้วยโทนสีอบอุ่น มีเคาน์เตอร์บาร์รอบครัวเปิดให้ได้นั่งชมเชฟรังสรรค์เมนูจากเตาแบบใกล้ชิด จุดเด่นของร้านคือการเสิร์ฟอาหารไทยในปริมาณพอเหมาะเพื่อลดการเกิด Food Waste และเน้นคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง


เมนูอาหารมีให้เลือกลิ้มลองหลากหลาย ทั้งของทานเล่น อาหารปิ้งย่างเสียบไม้ ข้าวหน้าต่างๆ เมนูกับข้าว และของหวาน เช่น ขนมครกย่างซอสมะพร้าวกุ้งปักษ์ใต้ ยำส้มโอ ข้าวผัดต้มยำเคยแห้ง ไก่ย่างเกลือปัตตานี ไก่ย่างซอสพะแนง หมูสามชั้นย่างเกลือพริก ต้มโคล้งปลาน้ำลึก และข้าวหน้าหมูแดงสไตล์จีน เมนูซิกเนเจอร์ชวนลิ้มลองที่มาแล้วต้องสั่งคือ หมูปิ้งอั้งโล่ (Aunglo’s Moo-Ping) หมูปิ้งเนื้อนุ่มหอมกลิ่นควันเตาอั้งโล่เสิร์ฟคู่ไข่แดง ซี่โครงหมูย่างสไตล์ไทยเนื้อล่อน และขนมครกบรูเล่ (Khanom Krok brûlé) หอมหวานมันกำลังดี สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 250 – 500 บาท
Aunglo By Yangrak
R-HAAN Thai Fine Dining Restaurant


R-Haan Thai Fine Dining Restaurant หรือร้านอาหารไทยระดับการันตีมิชลินสตาร์ 2 ดาว ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 9 ย่านสุขุมวิท ให้บรรยากาศการตกแต่งที่เงียบสงบ หรูหรา วิจิตรบรรจง และละเมียดละไมสไตล์ร่วมสมัย สะท้อนความงดงามฉบับพระราชวังผ่านเครื่องเบญจรงค์เขียนมือสุดประณีต จุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทอดภูมิปัญญาอาหารไทยตามตำรับดั้งเดิมและชาววัง ออกมาเป็นคอร์สเมนูเสิร์ฟตาม 3 ฤดูกาลอย่างพิถีพิถัน ชู 8 รสชาติเอกลักษณ์ของไทยจากวัตถุดิบท้องถิ่นเกรดพรีเมียมทั่วประเทศ


เมนูประจำคอร์สประกอบด้วยจานทานเล่นเรียกน้ำย่อย เมนูกับข้าว และของหวานโบราณ เช่น ต้มข่ากุ้งมังกรซองไทย เก๋าแดงแรงฤทธิ์ โบราณนานมาหรือแกงขี้เหล็กเนื้อวากิว A4 ปูน้ำเงินล้านนา อ่องหมูดำล้านนา ตลอดจนของหวานสร้างสรรค์อย่างหิมพานต์และพทิโฟร์รสชาติต่างๆ เมนูซิกเนเจอร์อันเป็นไฮไลต์ชวนลิ้มลองคือ ต้มยำกุ้งของไทยภูมิใจ UNESCO ต้มยำกุ้งแม่น้ำซดร้อนๆ รสจัดจ้านกลมกล่อมถึงเครื่องไทยแท้ เสิร์ฟคู่กับ 9 พลังข้าวไทย หรือข้าวหอมมะลิแห่งแสงแรกของไทยจากอุบลราชธานี สำหรับค่าบริการคอร์สเมนูต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 3,800 – 6,000 บาทขึ้นอยู่กับคอร์สฤดูกาลและตัวเลือกแพ็กเกจ
R-HAAN Thai Fine Dining Restaurant
Bo Lan Essentially Thai


Bo Lan Essentially Thai หรือ โบ.ลาน ซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 53 แถวทองหล่อ รายล้อมด้วยความร่มรื่นของต้นไม้น้อยใหญ่ บรรยากาศบ้านไม้โบราณผสมผสานความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกอบอุ่น คลาสสิก และเป็นกันเอง ชูจุดเด่นด้วยการเป็นร้านอาหารไทยระดับแนวหน้าที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอาหารอย่างยั่งยืน คัดสรรวัตถุดิบอินทรีย์และผักพื้นบ้านจากเกษตรกรท้องถิ่นทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด Zero Waste ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำในรูปแบบคอร์สสำรับไทยโบราณที่ประณีตพิถีพิถัน


เมนูอาหารหลากหลายรสชาติถึงเครื่อง เช่น ยำเป็ดรมควันแทนคุณย่างถ่านไม้ลำไย ผัดสามฉุนใส่กุ้งจากพังงาและหมึกจากปากบารา แกงเขียวหวานปลาทะเล ต้มจืดหน่อไม้สดซี่โครงหมูอินทรีย์ หลนเต้าหู้ยี้ และเนื้อวัวตุ๋นมะระกับปลาสละต้มเค็ม โดยมีรายการชวนลิ้มลองอย่าง หลนปูแสมเค็มใส่หมูสับ แนมผักพื้นบ้านหลากพันธุ์และดอกแคสอดไส้ รสชาติหอมมันกลมกล่อม และ แกงคั่วลองกองอย่างใต้ใส่ปลาทะเล ที่ให้ความเค็มเผ็ดตัดรสหวานอมเปรี้ยวของลองกองได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับราคาอาหารแบบคอร์สสำรับเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2,800 – 4,800 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับสำรับมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำที่เลือกรับประทาน
Bo Lan Essentially Thai
Chim by Siam Wisdom


Chim by Siam Wisdom ตั้งอยู่ในเรือนไทยไม้สักอันเงียบสงบร่มรื่นในเขตดุสิต ให้บรรยากาศเสมือนย้อนเวลาไปในสยามยุคโบราณท่ามกลางสวนสีเขียวและต้นไม้ใหญ่ เหมาะสำหรับมื้อสำคัญที่ต้องการสัมผัสความสุนทรีย์ของร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง ชูจุดเด่นด้วยการหยิบยกตำรับลับชาววังและสูตรโบราณมาผสมผสานเทคนิคการปรุงยุคใหม่ได้อย่างวิจิตร เสิร์ฟเป็นคอร์สสำรับไทยประณีตที่มีเมนูหลากหลายน่าสนใจ เช่น ข้าวหมุกปู แจ่วลิ้นวัว อ่อมอังแก๊บ ยำคิมหันต์ ขนมจีนน้ำพริกฉบับชาววัง และครีมูมะกรูดเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมข้าวคั่ว


มีจานชูโรงอันเป็นไฮไลต์เด็ดคือ ต้มยำปลาโบราณ ตำรับหม่อมซุ่มจีนจากตำราอาหารกว่า 200 ปี ใช้ปูและปลาเก๋าอันดามันสดหวานในน้ำซุปที่ใส่ข้าวสารช่วยดับกลิ่นคราว เสิร์ฟมาในหม้อทาจีนเพื่อรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม สำหรับราคาแพ็กเกจคอร์สอาหารจะอยู่ที่ประมาณ 3,250 – 4,250 บาทต่อคน
Chim by Siam Wisdom
Choen Restaurant


Choen Restaurant หรือ โฌณ ร้านอาหารไทยที่ตั้งอยู่ในย่านเยาวราช ตกแต่งบรรยากาศร้านด้วยความเรียบเท่ อบอุ่น แฝงความสลัวอย่างลึกลับ จัดที่นั่งเป็นเคาน์เตอร์บาร์ล้อมรอบครัวเปิด ให้ผู้ใช้บริการมองเห็นการทำอาหารและสัมผัสกลิ่นหอมของควันไม้ได้อย่างใกล้ชิด ชูจุดเด่นด้วยการเป็นร้านอาหารไทยสไตล์ Live-Fire Cooking ชูรสชาติอาหารไทยดั้งเดิมโดยใช้ฟืนและถ่านไม้แทนแก๊ส ควบคุมความร้อนอย่างประณีตผสานวัตถุดิบท้องถิ่นจากฟาร์มขนาดเล็กทั่วประเทศ นำเสนอเป็นคอร์สที่เปลี่ยนตามฤดูกาล เสิร์ฟตั้งแต่เมนูทานเล่นไปจนถึงสำรับข้าวและซุปปิดท้าย เช่น ต้มโคล้ง หอยอบฟาง ก้อยกุ้ง พะแนงลิ้นวัว ยำกระท้อนเผากุ้งย่าง แกงมะหนุน ชาวน้ำต้องแต้ง ไก่ดำภูพาน และปูอบข้าว


มีรายการซิกเนเจอร์ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ ปูอบข้าว ข้าวหุงอบปูม้ารสหวานมันกลมกล่อม ซุปเป็ดย่างปัตตานี น้ำซุปเป็ดรสลุ่มลึกเข้มข้นถึงเครื่อง ตลอดจนของหวานสร้างสรรค์อย่าง หวานเย็นมะม่วงหาว และ ทองแผ่น วุ้นมะพร้าว รสสัมผัสสดชื่นลงตัว สำหรับราคาอาหารแบบคอร์สเมนูเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2,900 – 3,900 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับชุดคอร์สฤดูกาลที่เลือกสั่ง
Choen Restaurant
ChomSindh


ChomSindh หรือ ชมสินธุ์ ห้องอาหารไทยประจำโรงแรมอมารี กรุงเทพ (Amari Bangkok) ตกแต่งบรรยากาศร้านด้วยแรงบันดาลใจจากห้องแถวไม้คลาสสิก อบอุ่น เรียบหรู และเป็นกันเอง ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งทานอาหารมื้อพิเศษกับครอบครัว จุดเด่นอยู่ที่การเป็นร้านอาหารไทยที่เน้นชูเสน่ห์แห่งน่านน้ำ คัดสรรวัตถุดิบอาหารทะเลและปลาน้ำจืดสดใหม่จากแหล่งประมงท้องถิ่นทั่วไทยด้วยความยั่งยืน นำมาปรุงตามสูตรโบราณส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น


เมนูอาหารมีให้เลือกทานหลากหลาย ทั้งของว่าง ยำ ต้ม แกง ผัด ทอด และของหวานโบราณ เช่น ยำส้มโอนครปฐมกับกุ้งแม่น้ำย่าง นารีกรรแสงกุ้งลายเสือผัดสมุนไพร ปลาเก๋าชมสวน ปลาหมึกผัดซอสดำ แกงเขียวหวานแก้มวัว ปลากะพงนึ่งมะนาว ข้าวโคลนทะเล และส้มฉุน โดยมีรายการซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาดอย่าง แกงคั่วปูใบชะพลูและใบชะครามส่งตรงจากสมุทรสงคราม รสชาติหอมมันเข้มข้นถึงเครื่อง ต้มยำกุ้งแม่น้ำบางเลน รสจัดจ้านซดร้อนๆ ชื่นใจ ข้าวต้มชมสินธุ์ และสาคูสดน้ำกะทิใส่เผือก หอมหวานกลมกล่อม สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 1,200 บาทขึ้นอยู่กับรายการอาหารที่สั่ง
ChomSindh
Coda


Coda ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ บรรยากาศด้านในตกแต่งอย่างหรูหราทันสมัย เรียบเท่ มินิมอล มีโซนที่นั่งสบายๆ ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและเงียบสงบ เหมาะสำหรับมื้อค่ำสุดพิเศษ จุดเด่นของที่นี่คือการสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทยร่วมสมัยสไตล์คอนเทมโพรารี นำทีมโดยเชฟแท็ป ศุภสิทธิ์ ก๊กผล ที่นำรสชาติไทยคุ้นเคยมาตีความใหม่ผ่านเทคนิคโมเดิร์นได้อย่างประณีต เสิร์ฟเป็นคอร์สเมนูที่ไล่ระดับรสสัมผัสอย่างมีชั้นเชิง เช่น เมนูปลาแมคเคอเรลกับพริกแห้งและส้มจี๊ด หมึกกระดองซอสดำกะปิ กระดองปูม้ากะทิตะไคร้ หอยเป๋าฮื้ออวาบิผัดกะเพราพริกไทยอ่อน หมูอิเบอริโก้ผัดกระเทียม ยำส้มตำกุ้งหวานอามะเอบิ ปลากระพงหรือปลาอาบุระโบซึผัดยอดมะพร้าว ตลอดจนอกเป็ดย่างกะเพราและเนื้อวากิว


สำหรับจานชูโรงที่อยากแนะนำเลยคือ ส้มตำกุ้งหวาน ที่นำเสนอรสชาติส้มตำรสจัดจ้านคู่กับความสดหวานของกุ้งอมะเอบิได้อย่างน่าประทับใจ รวมถึงไข่ตุ๋นปูซอสแกงกะหรี่โรยคาเวียร์ และปิดท้ายด้วยของหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วงมิติใหม่กับขนมหม้อแกงมะพร้าวน้ำตาลเคี่ยว สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 3,500 – 4,500 บาทขึ้นอยู่กับคอร์สและเมนูพิเศษที่เลือกเพิ่ม
Coda
Erawan Tea Room


Erawan Tea Room ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อก ย่านราชประสงค์ มองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของสี่แยกราชประสงค์และท้าวมหาพรหมได้อย่างชัดเจน บรรยากาศภายในร้านได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ตกแต่งสไตล์ไทยร่วมสมัยที่หรูหรา อบอุ่น และคลาสสิก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เหมาะทั้งการนั่งจิบชาและรับประทานมื้อพิเศษ จุดเด่นของที่นี่คือการนำเสนออาหารไทยตำรับดั้งเดิม รังสรรค์โดยเชฟฝ้าย พาสินี และทีมครัวมากประสบการณ์ ที่คัดสรรวัตถุดิบออร์แกนิกและวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างยั่งยืนทั่วไทย


เมนูอาหารมีความหลากหลายครอบคลุมทั้งของว่าง น้ำพริก ต้ม แกง ผัด นึ่ง ย่าง และของหวาน เช่น ข้าวตังหน้าตั้ง ช่อม่วงปู หลนปู ต้มยำกุ้งน้ำข้น แกงมัสมั่นเนื้อน่องลาย และข้าวผัดสับปด โดยมีรายการซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาดอย่าง ข้าวผัดเอราวัณ ข้าวผัดเนื้อปูรสกลมกล่อมกลิ่นหอมชวนทาน กุ้งแม่น้ำย่างราดซอสมะขาม รสเปรี้ยวหวานลงตัว ปลากะพงนึ่งมะนาว ซดน้ำซุปแซ่บซี๊ดถึงเครื่อง ตลอดจนของหวานยอดนิยมอย่าง ขนมครกเนื้อนุ่ม และ เอราวัณทีรูมน้ำแข็งไส ที่เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมข้าวหอมมะลิสดชื่น สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 600 – 1,500 บาทขึ้นอยู่กับรายการอาหารที่เลือกสั่ง
Erawan Tea Room
Jirakaan


Jirakaan หรือ จิรกาล ร้านอาหารไทยตำรับโบราณ ซ่อนตัวอยู่ในเรือนไม้เก่าแก่ทรงคุณค่าย่านสุขุมวิท ท่ามกลางบรรยากาศสวนสีเขียวอันร่มรื่น ตกแต่งสไตล์ไทยคลาสสิกร่วมสมัย ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และแฝงไปด้วยความประณีต เหมาะแก่การพาครอบครัวหรือต้อนรับแขกคนสำคัญ จุดเด่นคือการสืบค้นและฟื้นคืนชีวิตตำรับอาหารไทยดั้งเดิมตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ ยุครัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 5 ทั้งสูตรชาววังและชาวบ้าน โดยไม่ใส่เนื้อหมูและเลือกใช้วัตถุดิบฮาลาลทั้งหมด


เมนูมีให้เลือกลิ้มลองทั้งแบบ Food Tasting Course และ A La Carte ครบครันทั้งของว่าง ต้ม ยำ แกง ผัด เช่น ม้าอ้วน กระทงทองหลนปู ค้างคาวเผือก ต้มข่าเป็ดโบราณสูตร 130 ปี ต้มส้มปลาช่อน ไข่พะโล้เนื้อยางมะตูม และผัดวุ้นเส้นชะอมกุ้ง จานชูโรงที่มาแล้วต้องลองคือ ชุดของว่างรัตนโกสินทร์ รวมของทานเล่นประณีตหาทานยาก ต้มยำสูตรโบราณ 130+ ปี รสจัดจ้านกลมกล่อมด้วยเครื่องสมุนไพรเข้มข้น และขนมครกกรอบไอศกรีมกะทิต้นหอม หวานมันลงตัว สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 600 – 2,000 บาทขึ้นอยู่กับคอร์สหรือรายการอาหารที่เลือกสั่ง
Jirakaan
Front Room Bangkok


Front Room Bangkok ร้านอาหารไทยสไตล์โฮมคุกกิ้งระดับพรีเมียม ตั้งอยู่ภายในโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ ย่านราชประสงค์ ตกแต่งบรรยากาศร้านด้วยความเรียบหรู ร่วมสมัย อบอุ่น และโอ่อ่าด้วยเพดานสูงโปร่ง เหมาะกับการพาครอบครัวหรือคนพิเศษมารับประทานมื้อสำคัญ โดดเด่นด้วยการชูเสน่ห์มิติรสชาติไทยแท้ครบทั้ง 8 รส ทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ขม ขื่น และกลมกล่อม นำมารังสรรค์อย่างพิถีพิถันผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพเยี่ยม


เมนูอาหารมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งจานเดี่ยว เซตอาหารกลางวัน และเซตซิกเนเจอร์ ครอบคลุมทานเล่น ยำ ต้ม แกง ย่าง ผัด และของหวาน เช่น เมี่ยงปลาแห้งผลไม้ ยำผักกูดคอหมูย่าง แกงมัสมั่นไก่ แกงเขียวหวานปลาจาระเม็ดดำทอด เนื้อเค็มต้มกะทิ ไก่ย่างกอและ เสือร้องไห้วากิว และปลาทอดพริกกระเทียม เมนูซิกเนเจอร์ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ ปูนิ่มห่อฟองเต้าหู้ทอด พล่าไหลบัวหอยเชลล์โฮกไกโด ทะเลกับสะตอคั่วซอสเค็มรสเข้มข้น และแกงเผ็ดเป็ดย่าง รสกลมกล่อมถึงเครื่องแกง ปิดท้ายด้วยของหวานสร้างสรรค์อย่าง มะพร้าวชีสเค้ก สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 3,000 บาท
Front Room Bangkok
Khao at Ekkamai 10


ร้าน Khao หรือ ข้าว ตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 10 ย่านสุขุมวิท ตกแต่งอย่างสวยงามอบอุ่นและโอ่อ่าด้วยดีไซน์โถงสูงเลียนแบบยุ้งข้าวไทยโบราณ ให้บรรยากาศคลาสสิกร่วมสมัยที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับมื้ออาหารของครอบครัวหรือสังสรรค์กับคนพิเศษ ร้านนี้โดดเด่นด้วยการเป็นร้านอาหารไทยระดับการันตีมิชลินสตาร์ 1 ดาวติดต่อกันหลายปี นำเสนอความประณีตของรสชาติตามตำรับไทยแท้ทั้งแบบอาลาคาร์ทและ Chef’s Table


เมนูมีให้เลือกลิ้มลองหลากหลาย เช่น ปอเปี๊ยะกุ้ง ยำส้มฉุนปลาฟูกุ้งหวาน แกงรัญจวน ต้มยำกุ้งแม่น้ำสูตรโบราณ มัสมั่นน่องแกะ และกุ้งผัดสะตอกับพริกชี้ฟ้าเหลือง โดยมีรายการซิกเนเจอร์ชวนลิ้มลองอย่าง ห่อหมกปลาสองน้ำ รสสัมผัสนุ่มละมุนถึงเครื่องแกง ไข่คว่ำลูกเขยสอดไส้หมูสับน้ำส้มซ่า รสเปรี้ยวหวานกลมกล่อมลงตัว และน้ำพริกไข่ปู เสิร์ฟคู่ปลาทูทอดและผักเคียงนานาชนิด สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 800 – 2,500 บาทขึ้นอยู่กับรูปแบบการทานและรายการอาหารที่สั่ง
Khao at Ekkamai 10
Khao San Sek


Khao San Sek หรือร้านข้าวสารเสก ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นตั้งอยู่บริเวณประตูสู่วงเวียนถนนทรงวาด นำเสนอประสบการณ์ทานอาหารที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นและมีพลัง ภายใต้การดูแลของเชฟแพมจาก Restaurant POTONG และการควบคุมครัวของเชฟเกรซ โดดเด่นด้วยการหยิบยก 5 วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์คู่ครัวไทย ได้แก่ ข้าว พริก มะพร้าว น้ำปลา และน้ำตาลโตนด มาตีความรังสรรค์ใหม่ในสไตล์ร่วมสมัย


ตัวร้านเสิร์ฟเมนูอาหารไทยที่มีให้เลือกลิ้มลองทั้งแบบเซตสำรับ “วงข้าว” และแบบอาลาคาร์ทหลากหลายหมวดหมู่ เช่น ปลาดุกย่างตาลเผายำยอดกระถิน พริกหยวกนางลอย ซี่โครงหมูซอสสามเกลอน้ำตาลโตนด ต้มเชงเนื้อวากิวร่องซี่โครง หมูสามชั้นรมควัน และยำจิ้นไก่บ้านหน่อข่า สำหรับเมนูชูโรงที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ น้ำพริกแกงปูรสเข้มข้นจัดจ้าน หมูหันข้าวสารเสก ข้าวขยำปลาฟูน้ำพริกสมบูรณ์รส และของหวานสุดสร้างสรรค์อย่าง กรานิต้าน้ำปลาหวาน รสสัมผัสเปรี้ยวเค็มหวานสดชื่นลงตัว โดยมีช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 800 – 1,800 บาทขึ้นไป
Khao San Sek
Khum Hom


Khum Hom ตั้งอยู่ในโรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส คอนเนคท์ คาเฟ่ กรุงเทพฯ ย่านวิทยุ ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นสวยงาม มองออกไปเห็นทัศนียภาพสวนเขียวขจี ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย หรูหรา เรียบเก๋อย่างเป็นกันเอง โดดเด่นด้วยการเป็นร้านอาหารไทยระดับการันตีมิชลินไกด์ นำทัพโดยเชฟเอียน กิตติชัย ที่มารังสรรค์มรดกอาหารไทยจากทั้ง 4 ภูมิภาคด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นเกรดพรีเมียม


เมนูมีให้เลือกลิ้มลองทั้งแบบเซตและอาลาคาร์ทครอบคลุมทานเล่น ต้ม ยำ แกง และของหวาน เช่น ค้างคาวเผือก ยำฝรั่งสีชมพู ต้มยำปากรอ เนื้อเค็มต้มกะทิ แกงเทโพหมูย่าง แกงตูมี และแกงหอยสับปะรด โดยมีรายการชวนลิ้มลองอย่าง ไก่ทอดขำหอม ไก่ทอดกรอบนอกนุ่มในสไตล์ใต้หอมกลิ่นเครื่องเทศ ยำส้มโอปูนิ่มกรอบ รสสัมผัสเปรี้ยวหวานลงตัว ห่อหมกปลาเนื้อนุ่มถึงเครื่องแกง และขนมดอกมะลิหยกมณี พานาคอตต้ากลิ่นหอมชวนทาน สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 800 – 2,500 บาทขึ้นไป
Khum Hom
Lahnyai


Lahnyai หรือ หลานยาย ตั้งอยู่ในซอยสวนพลู ย่านสาทร ตกแต่งบรรยากาศภายในอย่างวิจิตรหรูหรา อบอุ่น และเป็นกันเอง ด้วยผนังบุผ้ากำมะหยี่พร้อมเฟอร์นิเจอร์ลายแจ็กการ์ดสุดคลาสสิก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวเสมือนนั่งทานอาหารมื้อพิเศษในห้องรับแขกบ้านผู้ใหญ่ ร้านนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะอุทิศให้คุณยาย โดยนำเสนอเอกลักษณ์ของร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งผ่านการชุบชีวิตตำรับชาววังโบราณที่รวบรวมจากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของเจ้านายฝ่ายในยุคเก่า นำมาตีความและปรับประยุกต์ใหม่ด้วยเทคนิคการปรุงยุคปัจจุบันได้อย่างประณีต เสิร์ฟในรูปแบบ Tasting Menu ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ


รายการอาหารจัดเต็มเป็นคอร์สสวยงาม เริ่มตั้งแต่ของทานเล่นไปจนถึงสำรับกับข้าวรสเลิศ เช่น กุ้งซ่อนกลิ่น กะปิหวาน เมี่ยงคำ ยำชมพู่ สะเต๊ะลือ แสร้งว่าปู ขนมจีนน้ำยา ต้มเห็ด พล่ากุ้ง น้ำพริกมะกรูด และผัดใบชากับน่องเป็ด โดยมีจานชูโรงที่พลาดไม่ได้อย่าง แกงมัสมั่น รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมลงตัวระหว่างความเผ็ดหอมเครื่องเทศและความหวานนุ่มละมุน แกงเผ็ดเป็ดย่าง และของหวานปิดท้ายคอร์สอย่าง ข้าวเหนียวหม้อแกง รสสัมผัสหวานมันหอมชวนฟิน สำหรับราคาแพ็กเกจอาหารคอร์สเมนูจะอยู่ที่ประมาณ 1,990 – 3,890 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำที่เลือกรับประทาน
Lahnyai
Mango Tree Surawong


Mango Tree Surawong ตั้งอยู่ในซอยทานตะวัน ย่านสีลม บรรยากาศเงียบสงบผ่อนคลายซ่อนตัวจากความวุ่นวายของเมืองกรุง โดยให้บริการทั้งโซนที่นั่งอินดอร์ในเรือนไทยโบราณอายุกว่าร้อยปี และโซนเอ้าท์ดอร์ในสวนสวยร่มรื่นใต้ต้นมะม่วงใหญ่อายุกว่า 85 ปี ร้านนี้ชูจุดเด่นด้วยการเป็นร้านอาหารไทยต้นตำรับของแมงโก้ทรีที่มีสาขาแพร่หลายทั่วโลก นำเสนอการปรุงอาหารแบบไทยแท้ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างยั่งยืนส่งตรงจากเกษตรกรทั่วไทย


เมนูมีให้เลือกลิ้มลองหลากหลายทั้งอาหารทานเล่น ส้มตำ ยำ ต้ม แกง ผัด นึ่ง ย่าง และของหวาน รายการเด็ดประจำร้านที่มาแล้วต้องสั่งคือ เมี่ยงคำบัวหลวง ชุดน้ำพริกอ่องเสิร์ฟคู่ไส้อั่วและแคบหมู มัสมั่นเนื้อแก้มวัวรสชาติเข้มข้นนุ่มละมุน กะเพราออสเตรเลียวากิวย่างเสิร์ฟบนกระทะร้อน ผัดไทยกุ้งเผาอยุธยา และห่อหมกปลาย่าง ตลอดจนของหวานยอดฮิตอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง และกล้วยทอดสังขยาใบเตย สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 400 – 1,000 บาทขึ้นไป
Mango Tree Surawong
Longtail by The River


Longtail by The River ตั้งอยู่ภายในโรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท บนขอบแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านเจริญนคร บรรยากาศของร้านเปิดรับสายลมธรรมชาติริมสายน้ำอันเงียบสงบ ตกแต่งสไตล์บาร์และเลานจ์หรูหราผ่อนคลาย เหมาะกับการจิบเครื่องดื่มรับลมชมวิวพระอาทิตย์ตกดินพร้อมฟังเสียงคลื่นน้ำเบาๆ ชูจุดเด่นด้วยการเป็นบาร์ริมน้ำที่ผสมผสานรสชาติค็อกเทลคราฟต์สุดพิเศษเข้ากับเมนูอาหารไทยทานง่ายได้อย่างลงตัว


รายการอาหารจัดเต็มทั้งของทานเล่น ซุป จานหลัก และของหวาน ไม่ว่าจะเป็น ลาบหมูทอด ไส้กรอกรวมมิตร ยำเนื้อย่าง ต้มข่าไก่ ผัดกะเพราหมูหรือไก่เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แกงมัสมั่นเนื้อ ตลอดจนเมนูนานาชาติอย่างสเต็กเนื้อวากิวและชีสเบอร์เกอร์ สำหรับรายการชูโรงที่อยากแนะนำคือ ชุดอาหารทานเล่น รวม 5 ของว่างไทยยอดฮิต ผัดไทยกุ้ง ผัดเส้นเหนียวนุ่มชุ่มซอสมะขามเสิร์ฟพร้อมกุ้งลายเสือตัวโต ต้มยำกุ้งมะพร้าวอ่อน รสจัดจ้านกลมกล่อมถึงเครื่อง และของหวานล้างปากอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง เสิร์ฟคู่ไอศกรีมกะทิสดชื่น โดยช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 1,200 บาทขึ้นอยู่กับอาหารและเครื่องดื่มที่เลือกสั่ง
Longtail by The River
Market Cafe


Market Cafe ตั้งอยู่บนชั้น 4 ของโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ย่านนานา บรรยากาศภายในร้านกว้างขวาง สว่างสดใส ตกแต่งสไตล์ไทยร่วมสมัยที่โปร่งสบาย มีโซนครัวเปิดที่เผยให้เห็นการปรุงอาหารสดใหม่เพลินตา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาทานอาหารกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน จุดเด่นคือการเป็นร้านอาหารไทยสไตล์บุฟเฟต์และอาลาคาร์ทที่เสิร์ฟความอร่อยครบครันตั้งแต่มื้อเช้า กลางวัน ไปจนถึงมื้อค่ำ


เมนูมีให้เลือกลิ้มลองหลากหลายทั้ง ยำผักกูดกุ้ง ลาบเป็ด หมูทอดงา ต้มยำกุ้งแม่น้ำ ต้มแซ่บซี่โครงหมู แกงเหลืองสับปะรดปลากะพง แกงฮังเลหมู ผัดกะเพราเนื้อวากิว และผัดไทยกุ้งแม่น้ำ เมนูซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือ สะตอผัดกุ้ง รสชาติเข้มข้นถึงเครื่องกะปิ หมูเมืองตรัง เมนูสามชั้นตุ๋นเนื้อนุ่มหอมกลมกล่อม ข้าวผัดมันกุ้ง และบุฟเฟต์อาหารไทย-ซีฟู้ดสุดคุ้มในวันเสาร์-อาทิตย์ ปิดท้ายด้วยของหวานฉ่ำๆ อย่าง บัวลอยไอศกรีมกะทิ และข้าวเหนียวมะม่วง สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 350 – 1,200 บาทขึ้นอยู่กับเลือกสั่งแบบอาลาคาร์ทหรือรับประทานไลน์บุฟเฟต์
Market Cafe
NAVA Restaurant


NAVA Restaurant ตั้งอยู่ภายในโรงแรมเดอะ สลิล ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ย่านเจริญกรุง ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตกแต่งบรรยากาศด้วยความหรูหรา เงียบสงบ และทันสมัย มองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของสายน้ำได้อย่างเต็มสายตา ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายๆ เหมาะสำหรับมื้ออาหารทุกช่วงเวลา ชูจุดเด่นด้วยการรวบรวมวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพเยี่ยมจากจังหวัดต่างๆ ตลอดเส้นทางแม่น้ำสายสำคัญของไทย มาปรุงเป็นอาหารไทยสไตล์โฮมเมดรสชาติเข้มข้น ผ่านเทคนิคการย่างบนเตาอั้งโล่ไม้ชาโคลสูตรพิเศษ


เมนูอาหารมีให้เลือกครบครันทั้งมื้อเช้า กลางวัน และมื้อค่ำ เช่น เมี่ยงปลาทูย่าง เมี่ยงคำกลีบบัว หมี่กรอบกรกฎ ส้มตำปลาร้าปูนิ่ม ต้มข่าหัวปลีปลาสลิดทอด แกงระแวงเนื้อ ข้าวขยำปู และขนมจีนน้ำยาปู โดยมีรายการเด็ดประจำร้านที่แนะนำให้ลองอย่าง หมึกไข่ต้มน้ำดำทะเลตราด รสชาติกลมกล่อมกลิ่นหอมชวนทาน หลนปลากุเลา 18 แดดเสิร์ฟพร้อมผักสด กุ้งแม่น้ำทอดเกลือหวานปัตตานี และปิดท้ายด้วยของหวานชวนฟินอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วงสามสี และบัวลอยสามบุรี สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 400 – 1,200 บาทขึ้นอยู่กับรายการอาหารที่สั่ง
NAVA Restaurant
Nahm


Nahm ร้านอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาวการันตีต่อเนื่องหลายปี ตั้งอยู่ภายในโรงแรม COMO Metropolitan Bangkok ย่านสาทร เผยเสน่ห์บรรยากาศการตกแต่งสไตล์ร่วมสมัยสุดหรูหรา เรียบง่าย อบอุ่น และโอ่อ่าด้วยดีไซน์โถงเสาสูงจำลองสถาปัตยกรรมไทยโบราณ มองเห็นวิวสระว่ายน้ำกลางแจ้งเพลินตา รังสรรค์ความอร่อยโดยเชฟพิม เตชะมวลวิวัฒน์ ที่มุ่งมั่นถ่ายทอดมรดกตำรับสยามโบราณผ่านการทำงานร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่นเพื่อคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศทั่วประเทศ


เมี่ยงปลาสะเออะ ยำดอกไม้ทอด แกงจืดเป็ดรมควัน ต้มยำกุ้งกับเห็ดป่า คั่วกะปิ แกงเนื้อย่างใบมะกอก และไข่ป่ามทรงเครื่อง โดยมีรายการชูโรงที่ไม่ควรพลาดอย่าง ปูซ่อนกลิ่น เนื้อปูม้าคลุกเคล้าสมุนไพรเสิร์ฟบนข้าวตัง ไก่กอและ ย่างเตาถ่านหอมเครื่องหมักเข้มข้น แกงปูใบชะพลู แกงใต้รสจัดจ้านเนื้อปูทะลัก และ กุ้งแม่น้ำผัดชะคราม ผัดซอสชะครามรสกลมกล่อมชวนลิ้มลอง ปิดท้ายด้วยของหวานสร้างสรรค์อย่างเมนูมะพร้าวหรือใบเตยหลากหลายสัมผัส สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 – 4,500 บาทขึ้นอยู่กับรายการหรือชุดคอร์สอาหารที่เลือกสั่ง
Nahm
Methavalai Sorndaeng


Methavalai Sorndaeng หรือ เมธาวาลัย ศรแดง ร้านอาหารไทยระดับตำนานที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ตั้งอยู่โดดเด่นบริเวณสี่แยกโคกวัว ถนนราชดำเนินกลาง ฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตัวร้านตกแต่งอย่างวิจิตรหรูหรา คลาสสิก ละเมียดละไม พร้อมขับกล่อมบรรยากาศด้วยเสียงเพลงสุนทราภรณ์และแกรนด์เปียโนสดช่วงมื้อกลางวัน รวมถึงวงดนตรีสี่ชิ้นช่วงค่ำ ชูจุดเด่นด้วยรสชาติไทยดั้งเดิมแท้ๆ การันตีความประณีตด้วยรางวัลมิชลินสตาร์


มีรายการอาหารให้เลือกครบครันอย่างเช่น ทอดมันปลากราย กระทงทอง หมี่กรอบชาววัง ยำส้มโอ ต้มยำกุ้ง แกงรัญจวนหมู แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย แกงส้มชะอมกุ้ง และกุ้งผัดสะตอ โดยมีจานชูโรงยอดนิยมที่มาแล้วต้องลอง ได้แก่ ออร์เดิร์ฟรวม รวมของว่างไทยโบราณรสเลิศ ผัดพริกขิงปลาดุกฟู กรอบหอมอร่อยถึงเครื่องพริกขิง ห่อหมกปลาช่อน นุ่มละมุนลิ้น และวุ้นตะไคร้ ขนมหวานกลิ่นหอมสดชื่นปิดท้ายมื้อ สำหรับช่วงราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 400 – 900 บาทขึ้นอยู่กับรายการอาหารที่เลือกสั่ง
Methavalai Sorndaeng
Marie Guimar


Marie Guimar หรือ มารี กีมาร์ ตั้งอยู่ในโรงแรมวินแดม แบงค์กอก ควีน คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ศูนย์สิริกิติ์ ย่านคลองเตย ตัวร้านตกแต่งด้วยโทนสีเขียวผสานสไตล์ร่วมสมัยอย่างโปร่งสบายและหรูหรา มองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของเมืองกรุงเพลินตา ชูจุดเด่นด้วยการเป็นร้านอาหารไทยตำรับชาววังดั้งเดิม รวบรวมสูตรอาหารโบราณหาทานยากมาปรุงอย่างประณีตพิถีพิถัน


เมนูมีให้เลือกลิ้มลองหลากหลาย ทั้งของว่างไทยโบราณ ยำ ต้ม แกง และขนมหวาน เช่น ค้างคาวเผือก กระทงทองไส้ไก่ ประทัดลมปูกุ้ง เมี่ยงคำ เรไรหน้าเห็ด แกงเหลืองไหลบัวปลากะพง แกงคั่วคอหมูย่างใบชะพลู และหมูผัดกะปิถั่วยาว จานเด็ดประจำร้านที่มาแล้วต้องลอง ได้แก่ ข้าวแช่ตำรับมารีกีมาร์ ที่จัดเต็มเครื่องเคียง 8 อย่างพร้อมดอกไม้สดอบควันเทียนหอมกรุ่น, เรไรหน้าปู รสสัมผัสนุ่มละมุนราดกะทิหอมมัน และของหวานไทยโบราณอย่าง ส้มฉุนมะยงชิด รสเปรี้ยวหวานสดชื่นล้างปาก สำหรับราคาเฉลี่ยต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 400 – 1,000 บาทขึ้นอยู่กับรายการอาหารที่สั่ง









